• Nov
    30

    การจัดการความรู้



    การจัดการความรู้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่มีมานานนับร้อย ๆ ปี  จะเห็นได้จากการถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาที่มีอยู่ในครอบครัวและอุตสาหกรรมในครัวเรือน  เช่น  การประกอบอาหาร  การถนอมอาหาร งานฝีมืองานช่าง หรือศิลปะการแสดง ที่ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ซึ่งไม่มีระบบแต่ก็ถือว่าเป็นการจัดการความรู้รูปแบบหนึ่ง ในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความรู้ด้านเทคโนโลยี การตลาด การบริการลูกค้า ที่ต้องแข่งขันเพื่อความได้เปรียบตลอดเวลา ดังนั้นการมีความรู้จึงเปรียบเสมือนมีสินทรัพย์ที่โดดเด่นกว่าสินทรัพย์อื่น ๆ และ การเพิ่มความรู้จึงเป็นการเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์อันมหาศาลองค์กรที่จะอยู่รอดในยุคการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันได้ จําเป็นต้องสร้างฐานความรู้ในองค์กรโดยจัดการความรู้ที่มีอยู่นั้นให้เป็นระบบและสะดวกในการนําไปใช้ประโยชน์ ด้วยการค้นหาสร้างเก็บรวบรวมเผยแพร่ถ่ายทอดและแบ่งปันความรู้เป็นกระบวนการ ที่เรียกว่า “การจัดการความรู้”

    หน่วยราชการถือได้ว่าเป็นองค์กรที่ให้บริการสาธารณะ จําเป็นต้องปรับตัวและสร้างฐานความรู้ มิเช่นนั้นจะไม่สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ เพื่อให้มีแรงขับเคลื่อนการจัดการความรู้ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลจึงได้กําหนดไว้ในมาตรา 11 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ดังนี้

    “ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ โดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถประมวลผลความรู้ในด้านต่าง ๆ เพื่อนํามาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้องรวดเร็วและเหมาะสมต่อสถานการณ์ รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถสร้างวิสัยทัศน์และปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการในสังกัดให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ และมีการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการให้สอดคล้องกับการบริหารราชการ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามพระราชกฤษฎีกา”

    ความหมายการจัดการความรู้
    การจัดการความรู้(Knowledge Management : KM) เป็นวิธีการจัดการข้อมูลที่เป็นความรู้ ให้เป็นระเบียบครบถ้วนตามที่ต้องการ ง่ายต่อการค้นหาและใช้ประโยชน์ การจัดการความรู้สรุปเป็นกระบวนการจัดการความรู้หลัก ๆ 3 ส่วนได้แก่ การจัดระบบรวบรวมจัดเก็บความรู้ การเข้าถึงความรู้ และการแบ่งปันความรู้

    ชนิดของความรู้

    1. ความรู้ที่เป็นวิทยาการ (Explicit Knowledge) เป็นหลักวิชาหลักการ ทฤษฎีได้มาจากการศึกษาค้นคว้าแล้วนํามาบันทึกในรูปสื่อต่างๆ เช่น หนังสือสิ่งพิมพ์สื่ออิเล็กทรอนิกส์ จนเป็นที่ปรากฏได้อย่างชัดเจนและได้มีการจัดเป็นกลุ่มหมวดหมู่เพื่อให้สะดวกในการสืบค้นและใช้ประโยชน์ดังจะเห็นได้จากห้องสมุดหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ
    2. ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาและประสบการณ์ (Tacit Knowledge) เป็นความรู้จากประสบการณ์ การปฏิบัติงานของบุคคล เช่น วิธีการหรือแนวปฎิบัติเกี่ยวกับการใช้กฎหมายระเบียบ การปฏิบัติงาน ขั้นตอนและวิธีการในการปฏิบัติงาน และวิธีการแก้ปํญหาของบุคลากรผู้ปฎิบัติงาน ซึ่งจะต้องบันทึกความรู้เหล่านั้นไว้ เพราะความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคลอาจสูญหายไปเมื่อบุคคลนั้นย้ายหรือสูญหาย ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาและประสบการณ์ที่ได้บันทึกไว้เป็นรูปเล่ม สื่อต่างๆ ถือได้ว่าเป็นความรู้ที่เป็น Explicit� Knowledge

    การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้
    แฮนเซน (Hansen, 1999 อ้างถึงใน บุญส่ง หาญพานิช, 2546) ได้กล่าวถึงพฤติกรรมในการแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ซี่งเป็นกระบวนการสำคัญของการบริหารความรู้ว่า เกิดขึ้นได้ 2 หนทางหลัก คือ

    1. โดยการเข้ารหัส (codification approach) คือ ความรู้จะถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบต่าง ๆ และเก็บไว้ในคลังความรู้ รูปแบบของการสื่อสารจะเป็นลักษณะที่คนติดต่อกับตัวความรู้ ซึ่งอยู่ในรูปเอกสารทั่วไปหรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เกิดพฤติกรรมการแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ผ่านทางฐานข้อมูล ดังนั้นการพัฒนาระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องดำเนินการ
    2. โดยการเข้าถึงบุคคล (personalization approach) รูปแบบของการสื่อสารจะเป็นลักษณะที่เป็น บุคคลกับบุคคล เทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้ในการสื่อสารเพื่อให้เกิดการแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ได้แก่ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ กระดานข่าวอิเล็กทรอนิกส์ การสนทนาอิเล็กทรอนิกส์ การใช้ซอฤต์แวร์ช่วยในการทำงานร่วมกัน ดังนั้นระบบอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพัฒนา

    ปัจจัยในการแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้
    ดาเวนพอร์ตและพรูแซก (Davenport and Prusak, 1998 อ้างถึงใน บุญส่ง หาญพานิช, 2546) กล่าวไว้ว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดการแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ มี 4 ประการ คือ

    1. การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน (altruism)
    2. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ (reciprocity)
    3. การมีชื่อเสียงกิตติศัพท์ (repute)
    4. การไว้วางใจ (trust)

    เทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับการจัดการความรู้
    วิลสัน (Wilson อ้างอิงจากเว็บไซด์ www.knowledgeharvesting.org/) ได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเทคโนโลยีมีบทบาทต่อการจัดการความรู้ใน 4 ฟังค์ชั่น คือ

    1. การทำหน้าที่เป็นตัวกลาง (intermediation function) คือ เป็นเครื่องมือช่วยในการติดต่อระหว่างบุคคล ได้แก่ การทำงานร่วมกัน (Collaborating) การเป็นประตูทางผ่าน (Portals) และการจัดทำโครงร่าง (Profiling)
    2. การทำหน้าที่นำเข้าสู่ภายใน (Internalization function) คือ เป็นเครื่องมือช่วยให้บุคคลประสานความคิดและการกระทำผ่านการเรียนรู้ เช่น การสืบค้นและดึงความรู้ออกมาจากแหล่งความรู้และอื่นๆ
    3. การทำหน้าที่นำออกสู่ภายนอก (Externalization function) คือ เป็นเครื่องมือช่วยให้บุคคลนำความรู้ออกสู่ภายนอก เช่น การสร้างสารบบความรู้ (taxonomy) การจัดการเอกสารและแหล่งที่เก็บ การจัดเชื่อมโยงแผนที่ความรู้และอื่นๆ
    4. การทำหน้าที่วินิจฉัยตัดสินใจ (cognition) คือ เป็นเครื่องมือช่วยสนับสนุนการตัดสินใจและช่วยเหลือในการเรียนรู้ เช่น กรุ๊ปแวร์ ระบบสนับสนุนการตัดสินใจของกลุ่ม สื่อการเรียนรู้ การบันทึกกิจกรรมทีม การจำลองเหตุการณ์และอื่นๆ

    โกศล ดีศีลธรรม (2546 อ้างถึงใน ชริยา จันทร์อิน, 2550: 17-18) กล่าวว่า ระบบสารสนเทศเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการสนับสนุนต่อการไหลเวียนของข้อมูล (Information Flow) ความรู้องค์การ ระบบสารสนเทศที่ออกแบบสนับสนุนดังกล่าวได้แก่

    1. ระบบสำนักงานอัตโนมัติ (Office Automation Systems) เพื่อสนับสนุนการกระจายและประสานการไหลของสารสนเทศขององค์การ
    2. ระบบงานความรู้ (Knowledge Work Systems) ที่ช่วยสนับสนุนกิจกรรมของบุคลากรวิชาชีพที่มีความรู้และทักษะเฉพาะทางเพื่อสร้างความรู้ใหม่และจัดเก็บไว้เป็นสินทรัพย์ในองค์การ
    3. ระบบการทำงานกลุ่มร่วมกัน (Group Collaboration) เป็นระบบสนับสนุนการสร้างและแลกเปลี่ยนความรู้ระวห่างบุคลากรในทีมงาน

    บทบาทสำคัญของเทคโนโลยีกับการจัดการความรู้ ได้แก่ (ชริยา จันทร์อิน, 2550)

    1. เครื่องมือในการทำงานร่วมกันหรือที่เรียกว่า กรุ๊ปแวร์ (Collaborative Computing Technologies) ช่วยสนับสนุนการถ่ายทอดความรู้โดยนัย หรือความรู้ที่มีอยู่ในตัวบุคคล Tacit Knowledge ภายในองค์การ
    2. ชุดของการสื่อสาร (Knowledge Managements Suites) เป็นแบบครบชุด เพื่อการทำงานร่วมกันและเทคโนโลยีการจัดเก็บ ซึ่งสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลทั้งภายในและภายนอกองค์การได้
    3. ซอฟต์แวร์หลักของการจัดการความรู้ (Knowledge Server) เพื่อช่วยสืบค้นและเข้าถึงสารสนเทศจากแหล่งต่างๆ เช่น อินทราเน็ตองค์การ อินเทอร์เน็ต ฐานข้อมูลและระบบไฟล์
    4. ช่องทางในการเข้าสู่ระบบการจัดการความรู้ (Enterprise Knowledge Portals) หรือ EKPs ที่เปรียบเสมือนช่องทางในการเข้าสู่ระบบการจัดการความรู้ที่มีการพัฒนาจากแนวคิดของระบบสารสนเทศของผู้บริหาร ระบบฐานข้อมูล และเว็บบราวเซอร์ โดยมีการทำงานในรูปแบบของการบูรณาการข้อมูล กลไกการรายงานและการทำงานร่วมกัน
    5. ระบบการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Document Management System: EDM) เป็นระบบที่มุ่งในการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบการทำงานรวมกันที่สนับสนุนผู้ใช้เข้าถึงเอกสารที่ต้องการ โดยผ่านเว็บบราวเซอร์บนอินทราเน็ตขององค์การ ระบบนี้จะช่วยให้การจัดเอกสารและการไหลของงานในองค์การเป็นไปอย่างราบรื่น

    เว็บบล็อคกับการจัดการความรู้ในประเทศไทย
    สำหรับในประเทศไทย เว็บบล็อคที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางที่ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนในการเป็นเครื่องมือในการจัดการความรู้สำหรับประชาชนชาวไทย คือ เว็บไซด์ GotoKnow.org ซึ่งมีสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) เป็นเจ้าของ โดยมีวัตถุประสงค์ในการเป็นคลังความรู้สำหรับกลุ่มคนทำงาน และได้แตกแขนงเว็บสำหรับการสะสมความรู้ของนักเรียน นักศึกษาในอีกแว็บหนึ่ง คือ Learners.in.th
    จันทวรรณ ปิยะวัฒน์ (2548) ได้อธิบายถึงบทบาทของเว็บบล็อคในการจัดการความรู้ไว้ว่า เว็บบล็อคเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ในทุกขั้นตอนกระบวนการของการจัดการความรู้ ดังนี้คือ

    1. เป็นเครื่องมือในการสร้างความรู้
    2. เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ความรู้
    3. เป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนความรู้
    4. เป็นเครื่องมือในการค้นหาความรู้ ผู้ชำนาญการ และชุมชนปฏิบัติ
    5. เป็นเครื่องมือในการรวบรวมและแยกแยะประเภทของความรู้ สกัดแก่นความรู้ และสร้างความสัมพันธ์ของความรู้
    6. เป็นเครื่องมือในการสร้างลำดับความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของความรู้
    7. เป็นเครื่องมือในการแสดงรายละเอียดของแก่นความรู้อย่างเป็นระบบ

    การวัดการจัดการความรู้ในองค์การ
    การวัดที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความรู้และองค์การแห่งการเรียนรู้ คือการวัดผลการเรียนรู้ การวัดความรู้ และการวัดการดำเนินการ (allee, 1997)

    1. การวัดผลการเรียนรู้ เป็นการวัดผลเป็นรายบุคคล โดยเน้นทักษะในการติดต่อสื่อสาร ทักษะในการทำงาน และทักษะในการเป็นผู้นำ วัดผลตามกิจกรรม โดยเน้นความสำเร็จตามเป้าหมาย การวัดผลจากตัวระบบ ซึ่งเป็นการวัดเชิงพฒนาการของตัวระบบการบริหารต่าง ๆ ที่องค์การได้นำมาใช้ในการปฏิบัติ
    2. การวัดความรู้ เป็นการวัดประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการถ่ายทอดความรู้ คุณค่าของความรู้ รูปแบบของความรู้ โอกาสความรู้
    3. การวัดการดำเนินการ/ปฏิบัติการ เป็นการวัดว่าการเรียนรู้และกรอบความคิดในการดำเนินการ สามารถเข้าถึงและปรับปรุงได้หลายหนทางอย่างไร� วัดเพื่อชี้ให้เห็นว่าสามารถประยุกต์เพื่อความรู้ในตัวมันเองได้อย่างไร

    การประเมินการจัดการความรู้ในองค์การ
    ในการสัมมนาเรื่ององค์การแห่งการเรียนรู้ ที่จัดขึ้นในประเทศเกาหลี เมื่อวันที่ 25-28 เมษายน 2543 National Productively Corporation (NPC) ได้เสนอรูปแบบการประเมินความพร้อมในการบริหารจัดการความรู้ ที่ช่วยในการวางแผนเพื่อเปลี่ยนแปลงองค์การ โดยจำแนกความพร้อมขององค์การในการบริหารจัดการความรู้ เป็น 3 ระดับ คือ ระดับสูง ระดับกลาง และระดับต่ำ ดัชนีบ่งชี้ความพร้อมคือ พื้นฐานทางวัฒนธรรม พื้นฐานโครงงาน และพื้นฐานทางเทคโนโลยี เขตความสำเร็จคือบริเวณตั้งแต่ความพร้อมระดับกลางและระดับสูง

    โดย… วุทธิศักดิ์ โภชนุกูล
    ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์
    มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

    เอกสารอ้างอิง

    • บดินทร์ วิจารณ์. การจัดการความรู้ สู่…ปัญญาปฏิบัติ. กรุงเทพมหานคร : เอ็กซเปอร์เน็ท, 2547.

    • บุญส่ง หาญพานิช. การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการความรู้ในสถาบันอุดมศึกษา.วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2546.

    • วรภัทร์ ภู่เจริญ. องค์กรแห่งการเรียนรู้ และการบริหารความรู้. กรุงเทพมหานคร : อริยชน, 2548.

    • สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แนวปฏิบัติการจัดการความรู้ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา. กรุงเทพ : 2549.

    • Senge, Peter M. The fifth discipline : the art and practice of the learning organization. New York : Currency, 2006.
      Marquardt, Michael J. Building the learning organization. Palo Alto : Davies-Black, 2002.





    บันทึกโดย:: วุทธิศักดิ์ โภชนุกูล
    ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

    e-Mail :: wuttisak@pochanukul.com
    Website:: http://www.pochanukul.com
    No Comments

Leave a Reply

Login